| หน้า: [1] ลงล่าง |
|
| ผู้เขียน | หัวข้อ: "ข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง" |
| น้าวี |
สาเหตุและอาการบาดเจ็บ
ก่อนอื่นควรรู้ว่าข้อเท้าของคนเรา นอกจากมีกระดูกมาประกอบกันเป็นข้อต่อแล้ว ยังมีเส้นเอ็นยึดข้ออยู่โดยรอบ ดังนั้นข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง จึงหมายถึง“การที่เส้นเอ็นยึดข้อถูกยืดมากเกินไป” อันมีสาเหตุมาจากการกระทบกระแทก ลงน้ำหนักขาและปลายเท้าผิด ขาหรือเท้าบิด หรือการหมุนของข้อเท้าโดยไม่ตั้งใจ ส่วนอาการบาดเจ็บก็จะเริ่มมีอาการปวดเจ็บทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งจะรู้สึกเจ็บมากเวลาเคลื่อนไหว หรือมีสิ่งใดมากระทบกระแทก นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณข้อมีลักษณะบวม แดง และร้อน ซึ่งเป็นกลไกของการอักเสบ ส่วนอาการปวดจะรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อว่าฉีกขาดหรือไม่ หรือฉีกขาดมากน้อยแค่ไหน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น(ทำเป็นกรอบล้อมรอบ หรือหัวข้อใหญ่) มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณข้อเท้า ซึ่งหลักการรักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ใช้หลักการของ“R-I-C-E” มี 4 ประการ ด้วยกัน ได้แก่ 1. R(หรือ Rest) คือ การพัก โดยควรลดหรือหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ และพยายามพักผ่อนอยู่เฉยๆ อย่าพยายามใช้งานขอเท้าข้างนั้น จนกว่าจะทุเลา แต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้สำหรับผู้ที่อยู่กลางป่า เมื่อจำต้องเดินต่อไปในขณะนั้นหรือวันรุ่งขึ้น ก็ควรหาไม้ขนาดพอเหมาะมาช่วยค้ำยันขณะเดิน เพื่อช่วยผ่อนแรงกระแทกขณะก้าวเดิน 2. I(หรือ Ice) คือ การใช้ความเย็นประคบข้อเท้าราวๆ 15 นาที โดยทำทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ ด้วยการใช้ Ice Pack คือ ถุงเย็นวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะคล้ายเยลลี่ ซึ่งต้องแช่ตู้เย็นอยู่เสมอ หรือใช้ถุงน้ำแข็งหรือผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบ แต่สำหรับคนเดินป่าคงเป็นเรื่องยากที่จะมีน้ำแข็งหรือ Ice Pack ติดตัว ดังนั้นควรหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แล้วใช้วิธีแช่เท้าในน้ำก็ได้ เพื่อลดการไหลเวียนของเลือดมายังข้อเท้า เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการบวม ห้อเลือด และฟกช้ำก็จะลดน้อยลง เป็นไปได้ควรทำเช่นนี้อยู่ 2-3 ครั้ง ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกที่บาดเจ็บ ต่อเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว จึงทำการประคบด้วยน้ำร้อนหรือแช่น้ำอุ่น 15-30 นาที โดยทำวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการอักเสบ ขอเน้นย้ำว่าห้ามบีบนวด ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือประคบน้ำอุ่นในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก อย่างเด็ดขาด เพราะจะเป็นการซ้ำเติมทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดยิ่งขึ้น รูป02 - ลักษณะการเกิดข้อเท้าเคล็ด 3. C(หรือ Compression) คือ การพันรอบ ด้วยการใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด(Elastic Bandage) แต่ถ้าไม่มีก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ หรือตัดชายเสื้อยืดที่เราสวมใส่อยู่ นำมาพันข้อเท้าพอแน่น แต่อย่าให้แน่นเกินไป เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และช่วยพยุงข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บไม่ให้เคลื่อนไหวมากนัก ทำให้อาการปวดลดน้อยลง การพันผ้าฯที่ถูกต้อง ต้องพันไล่ขึ้นมาจากปลายเท้าก่อน โดยเริ่มจากโคนนิ้วเท้ามาหลังเท้า รอบข้อเท้า และเหนือข้อเท้าไปอีกเล็กน้อย หากเราพันเฉพาะตรงข้อเท้าละก็ ส่วนปลายเท้าที่เลยพ้นผ้าออกไปจะมีอาการบวม และควรคล้ายผ้าฯออกทุก 2 ชั่วโมง และเมื่อคลายออก ก็ถือโอกาสประคบด้วยความเย็นอีกรอบ แล้วค่อยพันกลับไปใหม่ 4. E(หรือ Elevation) คือ การยกเท้าสูง ครั้นหยุดพักหรือเวลานอน ควรยกปลายขาข้างที่บาดเจ็บให้สูงขึ้นด้วยการใช้เป้ฯรองหรือพาดกับก้อนหิน/ต้นไม้ในบริเวณนั้น เพื่อลดอาการบวม และทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณข้อเท้าไหลย้อนกลับสู่หัวใจได้ดียิ่งขึ้น อนึ่งควรคล้ายผ้าฯออกทุก 2 ชั่วโมง และเมื่อคลายออกก็ถือโอกาสประคบด้วยความเย็นอีกรอบ แล้วค่อยพันกลับไปใหม่เมื่อจะเริ่มเดิน แต่เมื่อถึงจุดพักแรมที่ไม่ต้องเดินทางอีกแล้ว ควรถอดผ้าฯออกเสีย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก
|
||||
เราเป็นศิษย์คิดมีครูดูก่อนเถิด อย่าละเมิดคำครูที่พร่ำสอน ปุถุชนคนธรรมดาพึงสังวรณ์ ครูท่านสอนมอบสิ่งดีแก่เราๆ |
|||||
| น้าวี |
การรักษา
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงหรืออาการบาดเจ็บ เบาสุดก็แค่ทานยาแก้ปวด และใช้ผ้าฯพันไว้ เพราะปกติแล้วอาการข้อเคล็ด-ข้อแพลง ส่วนมากจะเป็นอาการไม่รุนแรง และควรจะเริ่มมีอาการดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และหายขาดภายใน 3-4 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและรักษาต่อไป หนักหน่อยก็เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเกิดการฉีกขาด หรือกระดูกเคลื่อน/หัก มีผลทำให้ข้อเท้าเราไม่แข็งแรง อาการที่เกิดขึ้น คือ บวมและปวดบริเวณข้อเท้า สังเกตเห็นรอยเขียวรอบข้อ อาการอย่าง2กรณีหลังนี้จำต้องพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งอาจรักษาโดยการเข้าเฝือก หรือผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมเยื่อหุ้มข้อที่ฉีกขาด กรณีที่มีอาการปวดรุนแรงและสงสัยว่ากระดูกบริเวณข้อเท้าแตก/หัก หรือเคลื่อน ควรใช้วิธีการ“ดาม” ด้วยการใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้า เสื้อ หรือผ้าห่ม มาพันทับหลายๆชั้นห่อเท้าและข้อเท้า แล้วเอาผ้าฯพันทับไว้อีกชั้น เพื่อประโยชน์ 4 ประการ คือ - ป้องกันการเคลื่อนไหวของข้อเท้าที่บาดเจ็บ ช่วยให้ข้อเท้าได้พักผ่อน - เพื่อไม่ให้กระดูกที่หักแล้วหรือสงสัยว่าหัก..เคลื่อนไหว ซึ่งอาจทำให้กระดูกเคลื่อนไปจากเดิมมากขึ้น หรืออาจมีปลายแหลมของกระดูกไปทิ่มตำเส้นประสาทหรือเส้นเลือดหรือเนื้อเยื่อบริเวณนั้นเสียหายมากขึ้น - เพื่อลดความเจ็บปวด และ - เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การรักษาข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลงของชาวบ้านตามท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ มักนิยมใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ชนิดที่ผู้เขียนพบเห็นว่านิยมใช้กันมากและพบได้ทั่วทุกแห่งในเมืองไทย คือ “ไพล” เป็นพืชล้มลุกตระกูลขิงข่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiuber montanum (Koenig) Link ex Dietr. มีชื่อท้องถิ่นเรียกแตกต่างออกไป อย่างเช่นชาวเงี้ยว ฉานในแม่ฮ่องสอนเรียกว่า“มิ้นสะล่าง” ภาคเหนือเรียกว่า“ปูลอย หรือปูเลย” ภาคกลางเรียกว่า“ไพล หรือว่านไฟ” เป็นต้น วิธีการพันข้อเท้าเคล็ดอย่างถูกวิธ ลักษณะทั่วไปของไพล มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลือกเหง้าสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองถึงเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นหอม ลำต้นเป็นลำต้นเทียมที่ประกอบด้วยกาบใบทับซ้อนกัน สูงราว 0.7-1.5 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3.5-5.5 ซม. ยาว 18-35 ซม. ลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบแผ่ออกเป็นกาบหุมลำต้น ออกดอกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ใบประดับสีม่วง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกสีนวล ผลรูปกลม มีแหล่งกำเนิดและแพร่กระจายอยู่ในอินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ชาวบ้านจะใช้เหง้าแก่จัดของต้นที่มีอายุ 2-3 ปี ขึ้นไป นำมาคั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และฟกบวมช้ำ ท้องถิ่นบางแห่งที่พัฒนาก็ใช้วิธีการสกัดเอาน้ำมันไพล แล้วบรรจุลงในขวดขนาดกระทัดรัด เพื่อเก็บไว้หรือใช้พกพาติดตัว บางแห่งก็ใช้ไพลผสมกับพืชสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น ขมิ้นชัน ข่า เป็นต้น ทำเป็นลูกประคบในการรักษาบรรเทาอาการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันตามสปาหลายแห่งก็นำมาใช้แพร่หลายเช่นกัน สำหรับคนที่รักชื่นชอบในการเดินทางอยู่เสมอ ก็ควรรู้จักหน้าค่าตาของไพลไว้ให้ดี เผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะได้รู้จักเก็บตามป่านำมาใช้ แต่หากเห็นว่าไม่สะดวก ผู้เขียนก็ขอแนะนำตัวยาที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้นำ“ไพล”มาสกัดเอาน้ำมันและพัฒนาเป็นครีม และจากการทดลองพบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการบวม โดยทดสอบในกลุ่มนักกีฬาที่มีอาการบาดเจ็บข้อเท้าแพลง พบว่ากลุ่มผู้บาดเจ็บที่ใช้ตัวยาดังกล่าวมีอาการบวมของข้อเท้าลดลง มากกว่ากลุ่มผู้บาดเจ็บที่ใช้ยาชนิดอื่นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดได้ดีอีกด้วย ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมได้นำมาผลิตออกวางจำหน่าย โดยมีชื่อทางการค้าว่า“ครีมไพลจีซาล” ทั้งนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ได้ประกาศให้สมุนไพร“ไพล”ที่มีความเข้มข้น 14 % อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการปวดเมื่อยและปวดบวมจากกล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ด ขัด ยอก และฟกช้ำ ส่วนความเป็นพิษนั้นพบว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน และไม่มีผลระคายเคืองต่อผิว นับเป็นการพึ่งพาตนเองของชาวไทยในการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษา ข้อควรระวังสำหรับครีมไพลจีซาล คือ ห้ามใช้ทาบริเวณขอบตา และเนื้อเยื่ออ่อน , ห้ามทาบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล หรือมีแผลเปิด และห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์ หรือระหว่างให้นมบุตร รวมทั้งห้ามใช้กับเด็กเล็ก การสร้างกล้ามเนื้อข้อเท้าให้แข็งแรง(ทำเป็นกรอบล้อมรอบ หรือหัวข้อใหญ่) เมื่อข้อเท้าที่บาดเจ็บกลับคืนสู่สภาพปกติดังเดิมแล้ว ควรหมั่นออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบๆข้อเท้าของเราให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ 3 วิธี คือ ท่าที่1 ยืนแยกขาตามสบาย แล้วยืนด้วยปลายเท้า พร้อมกับเขย่งส้นเท้าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ให้เสียการทรงตัว ครู่ใหญ่ๆจึงวางส้นเท้าลงพื้นตามเดิม ทำเช่นนี้ไปมาอย่างน้อย 20 ครั้ง ท่าที่2 สลับจากท่าที่1 คือยืนด้วยส้นเท้า แล้วยกปลายเท้าขึ้นจากพื้น จากนั้นเดินไปมาด้วยส้นเท้าเป็นเวลา 5-10 นาที ท่าที่3 คล้ายๆท่าที่2 แต่เป็นการเดินด้วยข้างเท้าด้านในและด้านนอก สลับไปมา ท่านี้ควรทำเพียง 2-3 นาที จนกว่าเท้าจะแข็งแรงมากขึ้น จึงเพิ่มเวลาเดิน
|
||||
เราเป็นศิษย์คิดมีครูดูก่อนเถิด อย่าละเมิดคำครูที่พร่ำสอน ปุถุชนคนธรรมดาพึงสังวรณ์ ครูท่านสอนมอบสิ่งดีแก่เราๆ |
|||||
| สาวโรงงาน |
nu-puei เขียน: ตาอ้วน... เขียน: nu-puei เขียน: ข้อเท้า ขายได้ด้วยเหรอ เท่าไหร่อ่า ลุง ![]() ตัดออกมาก่อน แล้วจะช่วยเอาไปขายให้... ![]() มะอาวอ่ะ เด๋วเดินมะได้ 55555 ![]() อืม....พอกันเลยนะ คู่นี้ ![]() |
|||
&&&&.....ฟ้ากว้าง ทางไกล หัวใจโดดเดี่ยว เดินเพี่ยงคนเดียว เหลียวหาคนร่วมทาง.....&&&& |
||||
| srithanon |
ขอบคุณน้าวีมากๆ ผิดกับอาการของผมมากเลย เมื่อวันอาทิตย์ปลายเดือนที่แล้ว ไปวิ่งออกกำลังกายได้สิบกว่ากิโล กลับบ้านรู้สึกเคล็ดขัดยอก บริเวณข้อเท้าด้านหลังเท้า พอตกกลางคืนเกิดอาการบวมบริเวณข้อเท้าและเนื้อบริเวณนั้นร้อน ปวดสุดแสนจะอะเร็ดอะร่อย หน้าตาบูดเบี้ยว ได้แต่นอนร้องเพลง โอยๆๆ บริเวณเท้าขยับกํไม่ได้ ต้องใช้มือช้อนเท้าประคอง วางบนที่นอนอย่างถนุถนอนสุดๆ ลุกขึ้นเดินก็ไม่ได้ ต้องใช้ไม้ค้ำยันแบบคนขาหัก ไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอหัวเราะ บอกไอเก้ามันมาอาศัยอยู่ (ความจริงเป็นมานานหลายปี กินยาจนเป็นปกติ ก็เลยหยุดกิน มาสองปี) พอเอายามากิน เช้าเย็นหายเจ็บหายปวด เดินได้ มาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อดไม่ได้ ออกไปวิ่งออกกำลังกานอีก สิบกว่ากิโลเมตร กลับมาถึงบ้าน มันทำท่าจะเป็นเหมือนอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่เป็นคนละข้าง ดีที่ยาหมอให้มายังมี ก็เลยกินสกัด ไอเก๊ามันก็เลยหัวหดไป เมื่อเช้าไปหาหมอตามนัด เล่าให้หมอฟัง หมอสมน้ำหน้าเรา ไม่เจียมตัว ทั้งๆที่รู้ว่าไอเก๊ามันยังรอจังหวะ ที่ข้อเท้าซ้นเคล็ดขัดยอก มันก็จะออกมาอาละวาด
หมอเจาะเลือดไปตรวจ ไม่รู้ว่าจะมีเลือดชั่วๆกับเขาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็เลยมาเล่าให้ฟังว่าข้อเท้าพลิกข้อเท้าแพลง ของผมมันแปลกดีน่ะ โอยโอ๊ยโอย ปวดๆๆๆๆ อร่อยมากซี๊ดซาดเชียวละขอบอก |
|||
|
||||
| หน้า: [1] ขึ้นบน |
|